การนั่งขับรถแบบไม่ปวดหลัง

วิธีแก้ปวดหลังขณะขับรถ

ปัจจุบันสภาพการจราจรในประเทศไทยโดยเฉพาะกรุงเทพฯ หนาแน่นมากขึ้น ทำให้ใช้เวลาในการเดินทางนานขึ้น แม้จะเป็นระยะทางเพียงไม่กี่กิโลเมตร แต่อาจใช้เวลาเป็นชั่วโมงได้ หรือในบางครั้งที่เราเดินทางระยะทางไกลๆ อาจต้องนั่งขับรถในท่าเดิมเป็นเวลานาน ส่งผลให้มีอาการเจ็บหรือปวดหลัง และอาการจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ หากไม่ได้รับการป้องกันหรือดูแลท่าทางการนั่งขับรถที่ถูกวิธี


การนั่งขับรถต่างกับการนั่งเก้าอี้ธรรมดาอย่างไร

ถ้ารถที่ท่านขับอยู่นิ่ง การขับรถไม่ได้ต่างจากการนั่งเก้าอี้ธรรมดา แต่ขณะที่รถมีการเคลื่อนที่จะมีแรงกระทำต่อร่างกายในหลายทิศทาง ได้แก่ ความเร่งจากการเคลื่อนที่ ความเฉื่อยจากการลดความเร็ว แรงเหวี่ยงจากการเลี้ยว และแรงสั่นสะเทือนจากเครื่องยนต์และความขรุขระของถนน ซึ่งขณะขับรถจำเป็นต้องใช้เท้าเพื่อบังคับรถ ดังนั้น การใช้ขาเพื่อช่วยในการทรงท่าเหมือนการนั่งเก้าอี้ธรรมดาจึงเป็นไปได้ยากในขณะขับรถ คล้ายกับการนั่งเก้าอี้ที่สูงเท้าไม่ถึงพื้นจะรู้สึกว่าทรงตัวได้ยาก กล้ามเนื้อหลังต้องทำงานตลอดเวลาแ ละมีอาการปวดหลังได้ง่ายกว่าการนั่งแบบเท้าถึงพื้น


ขับรถนานเท่าไร เสี่ยงต่ออาการปวด

จากการศึกษาในชายที่มีปัญหาปวดหลัง พบว่าการขับรถเป็นระยะเวลานานมีความสัมพันธ์อาการปวดหลัง ยิ่งถ้าขับรถเป็นระยะเวลานานขึ้นจะมีอาการปวดหลังมากขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่ต้องขับรถนานกว่า ๔ ชั่วโมงต่อวัน ดังนั้น จึงมักพบอาการปวดหลังได้บ่อยในพนักงานชายที่ต้องอยู่บนถนนตลอดเวลา และในคนขับรถบริการสาธารณะ


ท่าทางในการขับรถกับความเสี่ยงของอาการปวด

การนั่งนานเป็นสาเหตุให้ปวดหลังได้ แม้ว่าจะนั่งให้ถูกท่าทางอย่างไร เพราะส่วนโค้งของหลังส่วนเอวจะโค้งกลับทิศขณะนั่ง (Reverse Lordosis) ซ้ำร้ายการขับรถจะบังคับให้ผู้ขับขี่ให้ความสนใจและมีสมาธิกับการขับรถโดยมักไม่สนใจที่จะเปลี่ยนท่าทาง ทำให้กล้ามเนื้อและข้อต่างๆ อยู่ในท่าเดิมนานจนเกิดปัญหาอาการปวดของข้อ กล้ามเนื้อ และเส้นประสาทจากการทรงท่าที่อยู่นิ่งนานเกินไป (Prolonged Static Posture) 


ทำอย่างไรจึงขับปลอดภัยและไม่ปวดหลัง

วิธีการที่ดีที่สุดคือต้องปรับที่นั่งให้เข้ากับตัวผู้ขับขี่ แต่การปรับต้องคำนึงถึงการมองเห็นของผู้ขับขี่ด้วย ไม่ใช่ที่นั่งถูกหลักการยศาสตร์ แต่การมองเห็นไม่ดี


การปรับที่นั่ง

  1. เริ่มด้วยการปรับที่นั่ง และพวงมาลัยให้ไปสู่จุดเริ่มต้นก่อน
  2. หลังจากนั้นจึงปรับพวงมาลัย ยกขึ้นให้สุด และดันไปด้านหน้าให้สุด
  3. ปรับที่นั่งให้ต่ำที่สุด
  4. ปรับที่นั่งให้ด้านหน้าเทลงไปให้สุด
  5. ปรับพนักพิงให้เอียงไปทางด้านหลังประมาณ ๓๐ องศาจากแนวดิ่ง
  6. ปรับส่วนรองรับหลัง (Lumbar Support) ไปทางด้านหลังให้มากที่สุด
  7. ดันที่นั่งให้ไปด้านหลังให้สุด

ตามด้วยการปรับที่นั่งให้เข้ากับตัวผู้ขับขี่โดยมีขั้นตอนตามลำดับต่อไปนี้

  1. ยกที่นั่งขึ้นจนมองเห็นได้รอบ
  2. - ที่นั่งไม่ควรสูงเกินไปจนศีรษะชิดกับหลังคารถด้านใน
  3. - ต้องแน่ใจว่ามองเห็นได้อย่างเต็มที่
  4. เลื่อนเก้าอี้มาทางด้านหน้าจนเท้าสามารถควบคุมคันเร่ง เบรก และ คลัตช์ ได้สะดวก
  5. - อาจปรับความสูงที่นั่งได้อีกเล็กน้อยเพื่อให้ใช้เท้าบังคับ คันเร่ง เบรก และ คลัตช์ ได้ดีขึ้น
  6. ปรับความลาดเอียงของที่นั่งจนต้นขาสัมผัสกับที่นั่งทั้งหมด
  7. - ต้องระวังไม่ให้มีแรงกดที่ด้านหลังของเข่ามากไป
  8. ปรับพนักพิงให้พิงได้จนถึงระดับไหล่
  9. - ไม่ควรเอนเก้าอี้ไปทางด้านหลังมากเกินไป เพราะทำให้ไม่ได้พิงหลัง เพราะการมองเห็นจะมีปัญหาถ้าเอนหลังไปพิงพนัก ผู้ขับขี่มักจะอยู่ในท่าก้มคอเพื่อให้มองเห็นได้ดีขึ้น
  10. ปรับส่วนรองรับโค้งของหลังให้รู้สึกว่ามีแรงกดเท่ากันตลอดของหลังส่วนล่าง
  11. - ถ้าไม่มีส่วนนี้อาจใช้หมอนเล็กหนุนหลังส่วนล่างแทนได้
  12. ปรับพวงมาลัยให้เข้ามาใกล้ตัว และดันลงให้อยู่ในระยะที่จับได้สะดวก
  13. - ต้องมีช่องว่างให้ยกขาท่อนบนได้บ้างขณะใช้เท้าบังคับรถ และขณะลุกออกจากที่นั่ง
  14. - ตรวจดูว่าพวงมาลัยไม่บังหน้าปัด
  15. ปรับพนักพิงศีรษะให้สูงเท่าระดับศีรษะ
  16. - พนักพิงศีรษะมีจุดประสงค์หลักเพื่อไม่ให้คอสะบัดอย่างรุนแรง (Whiplash Injury) ขณะเกิดอุบัติเหตุ 

ทำซ้ำลำดับ 1-7 อีกครั้ง ถ้ารถของท่านปรับไม่ได้ อย่างน้อยควรหาหมอนมาหนุนหลังส่วนล่าง เพื่อป้องกันอาการปวดหลัง

การพักและการบริหารร่างกาย

ควรพักทุก 2 ชั่วโมง โดยการลุกออกจากที่นั่งมาบริหารร่างกายด้วยการยืนแอ่นหลัง 10 วินาที 2-3 ครั้ง และเดินไปมาประมาณ 5 นาที ถ้าจำเป็นต้องอยู่ในที่นั่งเกิน 2 ชั่วโมง พยายามแอ่นหลังบ่อยๆ ในขณะนั่งขับรถ การขับรถใช้พลังงานน้อยมากเมื่อเทียบกับงานอื่นๆ จึงควรออกกำลังกายด้วยการเดินหรือวิ่งอย่างต่อเนื่องที่ทำให้เหนื่อยปานกลางอย่างน้อย 20 นาที 3 ครั้งต่อสัปดาห์

การนั่งขับรถที่ถูกวิธีนั้นอาจเป็นเพียงการช่วยให้คลายการตึงของกล้ามเนื้อบริเวณหลังและส่วนอื่นที่ใช้งานขณะนั่งขับรถเป็นเวลานานๆ เท่านั้น แต่สิ่งที่สำคัญกว่าก็คือ การจอดพักเพื่อยืดเส้นยืดสายให้กล้ามเนื้อได้ผ่อนคลาย อย่าคิดว่าจะต้องขับยาวๆ ให้ถึงที่หมายเร็วที่สุด โดยไม่จอดแวะพักเพราะกลัวว่าจะถึงช้ากว่าที่กำหนด หรือบางคนอาจชอบทำเวลาในการเดินทางไปจังหวัดต่างๆ ให้น้อยที่สุดเพื่อจะได้เอาไปคุยว่า "ฉันขับไปจังหวัดนั้นใช้เวลาแค่นี้เอง" แต่ผลกระทบนอกจากเรื่องการปวดเมื่อยแล้ว ร่างกายอาจเหนื่อยล้าเนื่องจากไม่ได้พักจนก่อให้เกิดอุบัติเหตุร้ายแรงตามมาได้นะครับ