เราทุกคนล้วนกระทำสิ่งต่างๆ เอาไว้ทั้งดีและไม่ดีเมื่อตายไปแล้วจากชาติหนึ่ง หรือหลายๆชาติ

การจะมาเกิดกับคุณพ่อคุณแม่ไหน มีฐานะชีวิตความเป็นอยู่อย่างไรอยู่ในตระกูลดีมีสิ่งแวดล้อมที่ดีอย่างไร หรือไปเกิดกับครอบครัวที่ลำบากสิ่งแวดล้อมไม่ดีหรือไปเกิดประเทศไหน สังคมไหน ... ฯลฯล้วนมีการกระทำของตัวเองในอดีตส่งผลทั้งสิ้น

เพราะทุกการกระทำ เป็นเรื่องของเหตุและผล “ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว” หรือที่เรียกว่า “กฎแห่งกรรม” เป็นไปตามการกระทำของตัวเองที่ได้คิด ได้พูด ได้ทำไว้ในอดีต

“กฎแห่งกรรม” เป็นกฎที่ครอบคลุมทุกสรรพสิ่ง กฎแห่งกรรมนี้เอง ที่นำให้คุณพ่อ คุณแม่ และลูก มาเกี่ยวข้องผูกพันกัน

ความสัมพันธ์ในเชิงกฎแห่งกรรมนี้เราสามารถที่จะตั้งคำถามเพื่อทำความเข้าใจถึงความเป็นไปได้โดยพื้นฐานว่า ...

ในท่ามกลางคนหลายพันล้านคนทำไมคนๆ นี้ จึงมาเป็นลูกของเรา หรือทำไมเราจึงได้มาเป็นลูกของคุณพ่อคุณแม่สองท่านนี้ ... นั่นแปลว่า ต้องมีสาเหตุ !ไม่อย่างนั้นทำไมเรา

ไม่ไปเกิดกับครอบครัวนั้น ครอบครัวนี้กับคุณพ่อคุณแม่คู่นั้น คู่นี้ ...

ก็เพราะทุกอย่างที่เกิดขึ้นมีเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้เป็นอย่างนั้นคือ การกระทำที่เราได้ทำเอาไว้ ...

แต่เพราะห้วงเวลาที่ยาวนาน ดำเนนผ่านเป็นภพชาติและห่างไกลด้วยมิติของภพภูมิ

นานจนความทรงจำของเราเลือนหายไปหมด ...

ที่เมื่อกล่าวถึง “ความทรงจำแล้ว”ไม่จำเป็นต้องข้ามเวลาเป็นภพชาติไปไกลที่ไหนเลยแม้แต่เพียงเรื่องในปัจจุบันชาตินี้ที่ผ่านมาสัปดาห์ที่แล้วเดือนที่แล้วปีที่แล้วหรือแม้บางทีเมื่อวาน เรายังลืมได้หรือไม่ก็ต้องใช้เวลานึกนาน บางทีบางเรื่องก็นึกไม่ออก เรียกว่าลืมสนิท เหมือนไม่เคยเกิดขึ้น ... เว้นแต่ว่าได้บันทึกเอาไว้ก็จะช่วยความจำได้มากหน่อย

เพราะ “ความลืม”ทำให้หลายคนคิดว่า“ชีวิตเลือกเกิดไม่ได้” แล้วก็น้อยใจโชคชะตาน้อยใจตัวเองน้อยใจคุณพ่อคุณแม่น้อยใจยังไม่พอยังจำนนต่อคำว่าเลือกเกิดไม่ได้ต่อไปอีกด้วยการปล่อยชีวิตไปแบบตามยถากรรม คือ ไม่แก้ไข ไม่สร้างสรรค์ชีวิตใหม่ให้ดีขึ้น ไม่หาทางออก

ซึ่งเป็นวิธีคิดที่ทำให้เสียโอกาสในฐานะที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ที่สามารถสร้างชีวิตใหม่ของตัวเองให้ดีขึ้นกว่าเดิมได้

เพราะในความเป็นจริงในความหมายของกฎแห่งกรรมเรา คือ ผู้เลือกชีวิตเราเองตั้งแต่ต้นเราคือผู้กำหนดชีวิตเราเองมาโดยตลอดด้วยการกระทำของเราเอง ...

เพราะฉะนั้น การมาเกิดเป็นลูกของคุณพ่อ คุณแม่คนไหนในครอบครัวอย่างไรหรือคุณพ่อ คุณแม่จะได้ลูกอย่างไรมาร่วมชีวิตด้วยล้วนเป็นตัวเราเอง คือ ผู้เลือก ผู้กำหนด ทั้งสิ้น ) … … …

ด้วยหลักใหญ่ใจความสำคัญของความเป็นไปของชีวิตอยู่ที่การกระทำการได้มาเป็น พ่อ แม่ ลูก เป็นครอบครัวเดียวกัน และใช้ชีวิตร่วมกันเราจึงสามารถสรุปบทเรียนจากหลักกฎแห่งกรรมได้ 2 ลักษณะใหญ่ๆ คือ

1.กรรมที่ผูกพันกันมาระหว่างคุณพ่อ คุณแม่ และลูก

หมายถึงในอดีตชาติใดๆได้เคยเกี่ยวข้องเคยเป็นพ่อแม่ลูกกันมาก่อน

มีความผูกพันทางใจกันมาหรือเคยเป็นญาติพี่น้องช่วยเหลือเกื้อกูลมีบุญคุณต่อกันมา ...ฯลฯกล่าวคือ เคยทำดี หรือ ไม่ดีร่วมกันมา

ในชาติหนึ่งภายหน้า หรือชาตินี้อำนาจของผลแห่งการกระทำดี หรือไม่ดีนั้นๆ

ดึงดูดมาหากันมาเป็นครอบครัวเดียวกันเพื่อรับผลของการกระทำนั้นๆ ที่ได้ทำร่วมกันไว้ซึ่งมีทั้งผลดี และผลไม่ดี

ส่วนว่าอัตราระหว่างผลดี(บุญ)กับผลไม่ดี(บาป)อันไหนมากน้อยอย่างไรอาจจะพอประเมินรู้ได้จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตปัจจุบันว่าตั้งแต่อยู่ร่วมกันมาชีวิตมีสุข หรือทุกข์ร่วมกันอย่างไร ( แต่ทั้งนี้ จะไปมองจับผิดในแง่อดีตอย่างเดียวย่อมไม่เป็นธรรมต่อใครขอให้มองการกระทำ ความประพฤติในปัจจุบันด้วยเพราะ ณ ปัจจุบันเป็นสิ่งที่สามารถปรับปรุงแก้ไขพัฒนาได้ )

2.กรรมเฉพาะตัวของลูกเอง

เป็นผลการกระทำของคนๆ นั้น แต่เพียงคนเดียวที่นำให้ไปเกิดตามอำนาจกรรมที่ตัวเองได้ทำไว้ ทั้งกรรมที่ดี และที่ไม่ดี

เช่นถ้าหากในอดีตชาติลูกได้ทำความดีไว้มาก ให้ทานไว้มาก รักษาศีลมาดีสวดมนต์เจริญภาวนาปฏิบัติธรรมมามากกรรมดีที่ทำมามากย่อมดึงดูดให้คนๆนี้

ได้เกิดกับครอบครัวคุณพ่อคุณแม่ที่มีความพร้อม มีฐานะที่มั่งคั่ง มั่นคง มีสติปัญญาเฉลียวฉลาด มีคุณสมบัติคุณธรรมความดีที่ใกล้เคียงกับคุณธรรมความดีที่ตัวเขาได้สั่งมฝึกฝนตนเองมา

หรือในอีกทางหนึ่งกระทำความไม่ดี หรือกรรมชั่วมามากจากที่เคยเกิดในครอบครัวร่ำรวย มียศมีเกียรติ อยู่ในสังคมชั้นสูงแต่ไม่เคยได้ทำความดีอะไรเลย

ตรงกันข้าม กลับทำแต่กรรมชั่ว เห็นแก่ตัว ทำร้ายคนอื่นชีวิตใหม่ที่จะได้ตามผลกรรมที่ทำมา คือ การถูกอำนาจกรรมชั่วนั่นดึงดูดไปเกิดกับครอบครัวที่ยากจน กับพ่อแม่ที่สติปัญญาน้อยแวดล้อมด้วยคนพาลเป็นต้นแบบนี้เรียกว่าเป็นลูกที่มีต้นทุนความดีมาน้อย

ทั้งนี้, เรื่องของกรรม และการส่งผลเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ซับซ้อน และคนๆ หนึ่งก็มีการกระทำทั้งดีและไม่ดีปนกันหลายเรื่อง หลายวาระสองกรรมจากทั้งส่วนตัว และที่เกี่ยวข้องกันมาจึงต่างก็เป็นเหตุผลปรุงแต่งผสมผสานกันจนกระทั้งออกมาเป็นลูกคนนี้กับคุณพ่อคุณแม่คนนี้ ครอบครัวนี้เหมือนกับที่ปู่ย่าตายายกล่าวว่าขันน้ำและพานรองย่อมเหมาะสมกัน

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ว่า

“สัตว์ทั้งหลาย มีกรรมเป็นของตน เป็นทายาทแห่งกรรม มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัยกรรมย่อมจำแนกหมู่สัตว์ให้เลวและประณีตได้