ครอบครัวที่อบอุ่น เต็มไปด้วยความรัก ความสุข มีความอาทรต่อกันนั้น ไม่ได้หมายความว่า ครอบครัวนั้นจะไม่มีปัญหาเลย หรือไม่มีอุปสรรคเลย เพราะทุกชีวิตทุกครอบครัวล้วนมีปัญหาด้วยกันทั้งนั้น ขึ้นอยู่กับว่า มีปัญหามากหรือน้อย และเมื่อเกิดปัญหาแล้ว คนในครอบครัวมีวิธีในการแก้ปัญหาเหล่านั้นอย่างไร

โดยทั่วไปการแก้ปัญหานั้น หลักๆมีเป็นไปใน 2 ทิศทาง คือ การแก้ปัญหาในเชิงบวก หรือการแก้ปัญหาในเชิงสร้างสรรค์ กับ การแก้ปัญหาในเชิงลบ ซึ่งการแก้ปัญหานั้น สามารถใช้ทั้ง 2 แบบ ขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของแต่ละปัญหา สถานการณ์ต่างๆในขณะนั้น แต่ถ้าจะให้ดีกว่าการแก้ปัญหาในเชิงบวก หรือการแก้ปัญหาในเชิงสร้างสรรค์ น่าจะถูกนำมาใช้ได้อย่างนุ่มนวลมากกว่า

เพราะความไม่ราบรื่นของชีวิตนั้นสามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา และหากไม่รู้หลักการ และวิธีการแก้ไขช่วยกัน แทนที่บ้านจะเป็นที่อาศัยพักกายพักใจร่วมกันคนที่รักกัน บ้านก็อาจกลายเป็นสถานที่ ที่จำเป้นต้องอยู่ร่วมกัน ต้องแบ่งพื้นที่กันอยู่ ทำให้บรรยากาศอาจไม่ต่างกับการอยู่ร่วมกับศัตรู ก็เป็นไปได้

นี่ไม่ใช่การกล่าวเกินความจริง เพราะหลายครอบครัว ก็ไร้สภาพความเป็นครอบครัวที่น่าอยู่จริงๆ เพราะความไม่เข้าใจ ไม่ลงรอยกันด้วยสาเหตุนานาประการ

ในท่ามกลางความไม่สมบูรณ์แบบของชีวิต มีหลักคิดและหลักปฏิบัติ 4 ประการ ที่จะกล่าวต่อไปนี้ สามารถเป็นแกนร้อยสำคัญ ที่จะทำให้สมาชิกในครอบครัวสามารถอยู่ร่วมกันด้วยความรัก และความสามัคคี หลอมเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันได้ สามารถช่วยกันสร้างความมั่นคงให้กับครอบครัวได้อย่างแน่นอน

1. มีความจริงใจ

มีความจริงใจ หรือมีสัจจะ คือ คนจริงใจ หรือ เป็นคนเอาจริง

สิ่งที่ต้องจริงใจในชีวิต มี 4 เรื่องสำคัญ คือ จริงใจต่อหน้าที่, จริงใจต่อคำพูดของตัวเอง, จริงใจต่อคน และจริงใจต่อความดี

1.1 จริงใจต่อหน้าที่ หน้าที่ของสามี หน้าที่ของภรรยา หน้าที่ของลูก ไม่ให้บกพร่อง มีความรับผิดชอบต่อภารกิจของตัวเอง หรือหน้าที่ในการทำงานต่างๆ ... ต้องตั้งใจทำหน้าที่เหล่านั้นด้วยความตั้งใจจริง

แม้อาจจะยังทำได้ไม่ดี ไม่ราบรื่น อาจมีข้อจำกัด หรืออุปสรรค ก็ไม่ละทิ้งภาระ หน้าที่นั้นๆ ก็ ไม่ยอมแพ้ ไม่โยนให้เป็นธุระของคนอื่น มีความมุ่งมั่นตั้งใจรับผิดชอบการงานและหน้าที่ของตัวเองอย่างดีที่สุด

1.2 จริงใจต่อคำพูดของตัวเองพูดคำไหนก็คือคำนั้น การกระทำกับคำพูดต้องตรงกัน ทำอย่างไรก็พูดอย่างนั้น พูดอย่างไรก็ทำตามที่พูดนั้น ไม่พูดอย่างทำอย่าง ไม่พูดเกินจริง ไม่พูดร้อยแต่ทำแค่สิบ หรือกลัวว่าตัวเองจะดูไม่ดี

ถ้าไม่รักษาคำพูดของตัวเอง จนกลายเป็นนิสัย ไม่นานจะกลายเป็นคนที่พูดอะไรไปก็ไม่มีใครเชื่อ กลายเป็นภรรยาสามีที่เชื่อไม่ได้ กลายเป็นคุณพ่อคุณแม่ที่แม้แต่ลูกก็ไม่อาจจะเชื่อถือได้ แม้ในสังคมนอกบ้านก็ไม่มีใครอยากนับถือ เพราะเป็นคนไร้สัจจะ ซึ่งไม่ต่างอะไรจากคนโกหกหลอกลวง

1.3 จริงใจต่อคนจริงใจกับทุกคนในชีวิตที่คบหา ไม่ว่าจะเป็นสามี ภรรยา ลูก เพื่อนฝูง หมู่ญาติ ฯลฯ ไม่เป็นคนหน้าไหว้หลังหลอก ไม่เป็นคนลำเอียงหรือไม่มีอคติ คือ ไม่ลำเอียงเพราะรัก เไม่ลำเอียงพราะเกลียด ไม่ลำเอียงเพราะกลัว และไม่ลำเอียงเพราะความไม่รู้

ความจริงใจกับทุกคน ย่อมทำให้คนผู้นั้น ให้ความเป็นธรรมต่อทุกคนเสมอภาคกันได้ ... เช่น เป็นคุณพ่อคุณแม่ที่รักลูกเท่ากัน เป็นลูกเขยลูกสะไภ้ที่ให้ความช่วยเหลือ ให้ความเป็นธรรมกับญาติทุกฝ่าย ... ฯลฯ เป็นต้น

1.4 จริงใจต่อความดีคือ การทำความดีและรักษาความดีไว้กับตัวของเราเองได้อย่างตลอดต่อเนื่อง จะไม่ยอมให้ตัวเองทำผิดในทุกกรณีไม่ว่าจะเป็น ... ไม่ทำผิดกฎหมาย ไม่ทำผิดธรรมเนียมประเพณี ไม่ทำผิดศีลไม่ผิดธรรมอย่างเด็ดขาด

กล่าวถึง “ความดี” ขอขยายความอีกหน่อยว่า

พูดถึง “ความดี” หลายคนอาจเข้าใจผิดคิดว่าการอยู่เฉยๆ ไม่ทำให้ใครเดือดร้อนถือว่า...เป็นการทำความดีแล้ว ในความเป็นจริง “ความดี” มีความหมายมากกว่านั้น

ความดี เช่น ดูแลตอบแทนคุณพ่อคุณแม่ ให้ความช่วยเหลือผู้คนที่กำลังประสบความลำบาก เป็นอาสาสมัครช่วยงานการกุศล ทำความสะอาดห้องน้ำวัด ทำความสะอาดโบสถ์ ศาลาวัด ดูแลพัฒนาสาธารณสมบัติส่วนรวม รวมถึงตั้งใจสวดมนต์ นั่งสมาธิ ฝึกใจให้สงบ สะอาด แผ่เมตตาต่อผู้คนและสรรพสัตว์ทั้งหลาย ... เหล่านี้ล้วนเป็นความดีขั้นพื้นฐานที่เราควรกระทำ เป็นต้น

การมีความจริงใจ ความมีสัจจะ จะเป็นกุญแจที่จะช่วยแก้ปัญหาความหวาดระแวงกันในครอบครัวได้อย่างดีที่สุด เพราะความมีสัจจะจริงใจ สามารถในการเปิดเผยต่อกันได้ เพราะมีความโปร่งใส ความเชื่อใจ ไว้ใจ วางใจกันได้ จะทำให้ครอบครัวอยู่ร่วมกันสงบสุขได้

2. มีความเอาชนะใจตัวเองได้ หรือ รู้จักข่มใจตัวเอง

การเอาชนะใจตัวเอง การข่มใจตัวเอง เพื่อเอาชนะอุปสรรค เอาชนะสิ่งที่ยั่วยุยั่วยวนจากความโลภ โกรธ หลง ที่ทำให้เราออกนอกเส้นทางที่ถูกต้อง จากการเป็นสามีภรรยาที่ซื่อสัตย์ต่อกัน และยังรวมถึงการเอาชนะความยากลำบากในชีวิต ไม่ปล่อยชีวิตตามอารมณ์ ตามใจตัวเอง จนเกิดความเสียหาย

เมื่อมองลึกเข้าไปการเอาชนะใจตัวเอง การข่มใจตัวเอง นั้นหมายถึง การพัฒนาตัวของเราเอง

ต้องเอาชนะใจตัวเองให้ได้ ต้องพัฒนา ปรับปรุง เปลี่ยนแปลง เพื่อแก้ไขข้อบกพร่องของตัวเอง เพื่อเพิ่มศักยภาพที่จะส่งให้เราก้าวไปสู่จุดหมายได้ เลิกขาดจากสิ่งที่เป็นจุดด้อย ข้อจำกัด ที่จะเป็นกำแพงกั้นขวางเรา สรุปคือ ตัดขาดจากสิ่งที่เป็นโทษ ไม่เป็นประโยชน์ต่อชีวิตเราทุกรูปแบบ เช่น เลิกคบเพื่อนไม่ดี เลิกนิสัยและพฤติกรรมที่ไม่ดี เลิกตื่นสาย เลิกนิสัยขี้เกียจ ไม่ตรงต่อเวลา เลิกเที่ยวเตร่ ลดการสังสรรค์กับเพื่อนฝูงให้น้อยลง

แล้วพาตัวเองไปออกกำลังกาย ให้เวลากับการอ่านหนังสือ หาความรู้ฝึกทักษะดีๆ ที่จะพัฒนาการทำงานของเราให้ดีขึ้น เพื่อเพิ่มโอกาสความก้าวหน้า ความสำเร็จให้มากขึ้น เป็นต้น ซึ่งต่างๆ เหล่านั้นล้วนต้องใช้กำลังใจ เพื่อเอาชนะใจตัวเองทั้งสิ้น

หากทุกคนในบ้านรักการพัฒนาตัวเอง รักการทำตัวเองให้ดีขึ้น บ้านนั้นย่อมน่าอยู่ เพราะบรรยากาศของการเรียนรู้เป็นบรรยากาศที่มีชีวิตชีวา มีเรื่องราวดีๆ มีความรู้ใหม่ๆ มาพูดคุยกัน เป็นกระแสบวกในบ้าน และการพัฒนาตัวเองของแต่ละคนจะไม่เงียบเหงา เพราะจะมีคนในบ้านคอยติดตาม คอยเชียร์ คอยให้กำลังซึ่งกันและกันอยู่ข้างๆกัน

เมื่อทุกคนในบ้าน ต่างพัฒนาตัวเองให้มีความรู้ความสามารถ มีนิสัย สติปัญญา วิสัยทัศน์ ทัศนคติที่ดี ความเป็นไปในชีวิตย่อมก้าวหน้าด้วยดีไปพร้อมๆกัน

ต่างคนมุ่งพัฒนาไปสู่คุณค่าในแบบฉบับของตัวเอง ครอบครัวใดสมาชิกในบ้านมีอัธยาศัยแบบนี้ ... จะได้ชื่อว่าเป็นครอบครัวสมาร์ทกันทั้งบ้าน เพราะทันโลก ทันสังคม ทุกคนในครอบครัวย่อมอยู่ร่วมกันด้วยสติปัญญา ด้วยเหตุผล ด้วยวุฒิภาวะ และ Mind Set ที่ดี

3. มีความอดทน

อดทน ประกอบจาก 2 คำ คือ อด กับ ทน

อด คือ อดในสิ่งที่ต้องการ แต่ไม่ได้ ก็ต้องอด

ทน คือ ทนต่อสิ่งที่ไม่ต้องการ แต่ได้มา ก็ต้องทน

การอยู่รวมกันของคนหลายคนที่ต่างจิตต่างใจ ต่างความต้องการ ... ก่อนมาเป็นคุณพ่อคุณแม่ก็มาจากต่างครอบครัว แม้พี่น้องที่เกิดร่วมกันก็ไม่มีใครเหมือนกันสักคน ความแตกต่างเหล่านี้ย่อมนำมาซึ่งความไม่เข้าใจ ไม่ลงรอยกันให้ต้องอาศัยความอดทนกันเป็นธรรมดา

สาระพัดเรื่องที่เราไม่ชอบ ไม่ต้องการ ไม่อยากได้ ไม่อยากเป็น แต่ต้องเกี่ยวข้อง หรือได้มา ได้เป็น ได้มี ซึ่งหากว่ายังทำอะไรไม่ได้ ... ก็ต้องอด ต้องทน ไปด้วยกัน

อย่าใจร้อนตัดเยื้อใยสายสัมพันธ์จากกันง่ายๆ อะไรไม่สะดวกสบาย ไม่ได้ดั่งใจ ช่วยอดทนด้วยกันก่อน

ชีวิตไม่ได้มีด้านของความสุขอย่างเดียว เราต้องยอมรับด้านทุกข์ให้ได้ด้วย ไม่ว่าจะไปอยู่ที่ไหนก็หนีไม่พ้น มีเรื่องให้ต้องอดทนกันทุกที่ เพราะฉะนั้น จับมือทุกคนในครอบครัวให้ดี เข้าใจกันและกันให้มากแล้วสู้ไปด้วยกันในทุกปัญหา ทุกอุปสรรคให้ได้

ความอดทน ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จย่อมอยู่ที่นั้น และนี่เป็นอีกหนึ่งความงดงามของการใช้ชีวิตที่ดีร่วมกัน

4. มีความเสียสละ

ความเสียสละ นี้คือ การสละหรือการบริจาค การแบ่งปันสิ่งของ การสละสิ่งที่ไม่ดีออกจากตัวเรา ออกจากคนในครอบครัวของเรา โดยเฉพาะนิสัยที่ไม่ดีต่างๆ กิเลสต่างๆ สิ่งเหล่านี้ไม่ควรมีอยู่กับตัวเรา เราจะต้องสอนตัวเราเองให้ละสิ่งที่ไม่ดี และตักเตือนคู่รักคู่บุญ ลูกหลาน หมู่ญาติให้มีความเสียสละ

ความเสียสละการใช้สิ่งของภายในบ้าน ต้องยอม “เสียประโยชน์ในส่วนของตน เพื่อให้ประโยชน์แก่คนอื่นในครอบครัวได้ใช้ประโยชน์” โดยไม่หงุดหงิด ไม่ขัดเคืองใจ เช่น

ที่บ้านมีโน้ตบุ๊คเครื่องหนึ่ง ต้องแบ่งกันใช้ ใครมีความจำเป็นมากกว่าก็ให้สิทธิ์คนนั้นใช้ก่อน หรือ การที่พี่แบ่งของเล่นให้น้องได้เล่นด้วย เป็นต้น

ความเสียสละความสุข ความสะดวกสบายเพื่อครอบครัว เรื่องนี้คุณพ่อคุณแม่ เป็นสุดยอดของผู้เสียสละ เพราะคุณพ่อคุณแม่ ต้องรับผิดชอบทุกเรื่องในครอบครัว ไม่ว่าจะเหนื่อยแค่ไหนก็ทำเพื่อครอบครัวได้ทุกอย่าง ไม่ได้ห่วงความสุขของตัวเอง แต่ขอเพียงให้ครอบครัวและลูกๆ มีความสุข ได้กิน ได้ใช้ ได้ศึกษาเล่าเรียน และประสบความสำเร็จ ความเสียสละอย่างนี้ ลูกๆ ต้องดูคุณพ่อคุณแม่เป็นแบบอย่าง

ความเสียสละยังรวมถึงการบริจาคสิ่งของที่มีมากมายเกินความจำเป็น นำออกมาบริจาคเพื่อประโยชน์ต่อส่วนรวม เช่น บริจาคเสื้อผ้าให้กับเด็กยากไร้ บริจาคเงินให้กับมูลนิธิต่างๆ เพื่อช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม ช่วยกันบูรณะวัดวาอาราม ช่วยทำความสะอาดวัด โรงเรียน เขตชุมชนต่างๆ ที่เราเกี่ยวข้องด้วย พัฒนาบ้าน วัด โรงเรียน ให้สะอาดตา พาสบายใจ เป็นต้น

การสละ การบริจาคเหล่านี้ จะทำให้เป็นตนที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม ละประโยชน์ส่วนตน สังคมจะเป็นสังคมที่ไม่เอารัดเอาเปรียบ มีโอบอ้อมอารี เป็นสังคมที่น่าอยู่ และปลอดภัย ได้ชื่อว่า เราเองได้ให้ความปลอดภัยกับครอบครัวของเรา ไปจนถึงรุ่นลูกรุ่นหลานเลยทีเดียว

ผลลัพธ์สำคัญอีกประการของความเสียสละของคนในบ้านคือ จะทำให้คนในบ้านเกิดความเห็นอกเห็นใจกัน เข้าใจกัน และความเห็นแก่ตัวของคนในบ้านจะไม่มี

หลักคิดและหลักปฏิบัติข้างต้น 4 ประการ ดังที่กล่าวมาแล้วนี้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสอธิบายไว้ เป็นคุณธรรมของผู้ครองเรือน หรือเรียกว่า "ฆราวาสธรรม 4" นั่นเอง ... ... ...


ติดต่อสอบถาม โค้ชชีวิต

Blockdit : www.blockdit.com/dou_official