ปัจจุบันโลกของเรามีสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ที่เต็มไปด้วยความเร่งรีบและมีสิ่งล่อตาล่อใจมากมายที่มาดึงใจเราออกจากตัว ทำให้เราไม่ค่อยใส่ใจกับเรื่องใกล้ตัวนัก จนมักจะลืมและมองข้ามไปทั้งที่มีความสำคัญกับชีวิตมาก ๆ อย่างเรื่องของลมหายใจ ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องสำคัญมาก เราอดข้าวอดน้ำ 7 วันถึงจะตาย แต่ถ้าหยุดหายใจเพียงแค่ไม่กี่นาทีก็ตายแล้ว การหายใจอย่างถูกวิธีนั้นจะช่วยทำให้เรามีอายุยืนยาวขึ้น และยังสามารถบำบัดรักษาโรคต่าง ๆ ได้อย่างน่าอัศจรรย์ แต่มีหลายคนที่ไม่รู้เลยได้แต่หายใจแบบสั้น ๆ ตื้นๆ ไปอย่างนั้น เพียงเพื่อให้มีชีวิตอยู่รอดไปวัน ๆ ดังนั้นการหายใจอย่างถูกวิธีจึงเป็นความลับที่น่าค้นหาเป็นอย่างยิ่ง

ความสำคัญของลมหายใจ

มนุษย์เราพอออกจากท้องแม่ก็ต้องหายใจทันที และเราก็หายใจอย่างต่อเนื่องทุกเวลานาที คนที่ไม่หายใจก็คือคนที่ตายแล้ว คนโบราณเชื่อว่า ในลมหายใจมีพลังชีวิตช่วยให้เรามีเรี่ยวแรงทำการงาน สามารถประกอบกิจการต่าง ๆ ได้ ถ้าขาดพลังชีวิตเราก็จะมีโรคภัย คนโบราณเรียกชื่อพลังชีวิตต่างกันออกไป ในแพทย์แผนไทย เรียกว่า อัสสาสะ ปัสสาสะ คนอินเดียเรียกว่า ปราณ คนจีนเรียกว่า ชี่ คนอินเดียมีการฝึกหายใจให้มีสุขภาพดี เรียกว่า ปราณยามา คนจีนก็จะฝึกชี่กง ส่วนคนไทยก็จะฝึกสมาธิภาวนาแบบอานาปานสติ คือการกำหนดลมหายใจเข้าออก นั่นคือภูมิปัญญาของคนโบราณเมื่อสอง สามพันปีก่อน

ปัจจุบันการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ ทำให้เรารู้ว่าในอากาศมีออกซิเจน ซึ่งร่างกายจำเป็นต้องใช้ในขบวนการเผาผลาญอาหารให้เป็นพลังงานเพื่อให้ชีวิตดำรงอยู่ และคนเรามีชีวิตอยู่ได้เพราะหัวใจเต้นและมีการหายใจ ซึ่งประกอบด้วยระบบสำคัญ 2 ระบบ คือ ระบบหายใจและระบบไหลเวียนเลือด ระบบหายใจมีปอดเป็นอวัยวะสำคัญจะทำงานโดยหายใจเอาอากาศที่มีออกซิเจนสูงจากภายนอก ผ่านจมูก และหลอดลมเข้าไปในปอด แล้วหายใจเอาอากาศเสียที่มีคาร์บอนไดออกไซด์จากปอด ผ่านหลอดลม และจมูกออกมาสู่ภายนอก

ส่วนระบบไหลเวียนเลือดมีหัวใจเป็นอวัยวะสำคัญ ทำงานโดยหัวใจจะสูบฉีดเลือดที่รับออกซิเจนจากปอดไปเลี้ยงเซลล์ต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น สมอง ลำตัว แขนขา แล้วรับคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นของเสียจากการทำงานของเซลล์มาที่ปอด เพื่อให้ระบบหายใจพาออกไปทิ้งยังอากาศนอกตัวเรา



ลมหายใจ :ความลับที่ซ่อนอยู่


รู้หรือไม่ว่าลมหายใจของเราสามารถบ่งบอกอายุขัยของเราได้ พบว่าอัตราการหายใจเป็นตัวกำหนดอัตราการเต้นของหัวใจ และอัตราการเต้นของหัวใจมีขีดจำกัดของสัตว์แต่ละประเภท เช่น สุนัข หากใครเลี้ยงสุนัขไว้ที่บ้านลองสังเกตดู สุนัขจะหายใจหอบถี่และเร็วเฉลี่ย 20-25 ครั้งต่อนาที สุนัขจึงมีอายุขัยสั้นเพียง 15 ปี ส่วนเต่านั้นหายใจช้ามากเฉลี่ย 4-6 ครั้งต่อนาที เต่าจึงมีอายุขัยยาวถึง 120 ปี ฉะนั้นเมื่อใดที่เราหายใจเร็ว หายใจตื้น หายใจสั้น หัวใจเราจะเต้นเร็ว อย่างเวลาที่เราโกรธ โมโห หงุดหงิด ฉุนเฉียว หัวใจเราจะเต้นเร็วแรง ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อสุขภาพร่างกายเลย อาจทำให้เรามีอายุสั้นได้ ดังนั้นเราจึงควรฝึกหายใจลึก ๆ ยาวๆ เพื่อจะได้มีสุขภาพจิตที่ดี

ตามโครงสร้างทางสรีรวิทยา ความจุปอดของคนโดยทั่วไปอยู่ที่ 3500 ซีซี ขณะที่คนเราหายใจออกมาจะมีลมส่วนที่ตกค้างอยู่ในปอดอีกประมาณ 1500 ซีซี ถ้าหายใจเต็มปอด จะได้อากาศ 2000 ซีซีรวมกับที่ตกค้างเป็น 3500 ซีซี ปกติคนเราจะหายใจเข้าออกธรรมดาประมาณ 15 ครั้ง/ นาที่ แต่ละครั้งที่เราหายใจ จะเอากาศเข้าไปได้แค่ 500 ซีซี แต่ไปค้างอยู่ตามหลอดลม และทางเดินลมหายใจ 150 ซีซี จะไปถึงถุงลมและแลกเปลี่ยนออกซิเจนกับเลือดที่ปลายทาง จะเหลือออกซิเจนที่ได้จากการหายใจในแต่ละครั้งโดยเฉลี่ยประมาณ 350 ซีซี เท่านั้นเอง แต่ถ้าเราหายใจให้เต็มปอด เราจะได้อากาศเข้าไปในร่างกายถึง 2000 ซีซี ตกค้างตามเส้นทางเดินอีก 150 ซีซี แต่ก็ยังเหลืออากาศอีกตั้ง 1850 ซีซี มากกว่ากันหลายเท่าตัวเลยทีเดียว

ลมหายใจ: กับการทำสมาธิ

การฝึกลมหายใจเป็นส่วนสำคัญของวิชาโยคะวิทยาของ พราหมณ์-ฮินดู แต่โบราณ เขาพบว่านอกจากจะทำให้ร่างกายแข็งแรง ป้องกันโรคได้แล้ว ยังทำให้มีสุขภาพจิตดีด้วย จิตจะเป็นสมาธิ ซึ่งเชื่อกันว่า ถ้าทำสมาธิให้ลึกมากจนถึงระดับฌาน ก็จะบรรลุไกวัลย์ ไปรวมกับพรหมสากล ซึ่งพวกเขาถือว่าหลุดพ้นจากการเวียนเกิดเวียนตายแล้ว



พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก่อนการตรัสรู้ก็เคยผ่านการฝึกจนถึงขั้นนั้นมาแล้ว แต่พระพุทธองค์ทรงเห็นว่า ยังไม่สามารถหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดได้ จึงทรงหันมาบำเพ็ญเพียรทางจิตด้วยพระองค์เอง โดยฝึกการเจริญสติกับลมหายใจ จนกระทั่งทรงตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ สามารถทำลายอาสวกิเลสให้สิ้นไป พ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด

ทำไมต้องฝึกหายใจ

บางคนก็นึกสงสัยว่า ทำไมต้องฝึกหายใจ ทั้งที่เรานั้นหายใจกันอยู่แล้วตลอดเวลา แต่เชื่อหรือไม่ว่าการฝึกหายใจให้ลึกๆ ช้า ๆ ได้อย่างถูกต้องโดยสูดเอาอากาศบริสุทธิ์เข้าให้เต็มปอด ให้ได้มากกว่าการหายใจปกติอาจจะไม่ต้องถึง 2000 ซีซี แต่ได้สักประมาณ1000-1500 ซีซี จะทำให้ได้ปริมาณของอากาศเข้าไปในปอดเพิ่มขึ้น เลือดที่ถูกฟอกก็จะเป็นเลือดแดงพิเศษที่มีออกซิเจนไปเลี้ยงอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายได้ดีและของเสียคือ คาร์บอนได ออกไซด์ ก็จะถูกกำจัดได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ถ้าหายใจไม่ดี คือหายใจเพียงผิวๆ ตื้น ๆ ร่างกายจะขาดออกซิเจนเรื้อรัง ของเสียก็คั่งอยู่ในตัวเกิดความเป็นกรด สุดท้ายอาจเป็นมะเร็งได้เลย แค่หายใจผิดอย่างเดียวทำให้เราสามารถเป็นโรคต่าง ๆ ทั้งเบาหวาน ความดันโลหิต ปอดเรื้อรัง และสารพัดโรคได้อย่างไม่น่าเชื่อ

เพราะฉะนั้นคนที่หายใจลึก หัวใจจะเต้นช้าลง เหมือนคนที่กินอาหารที่มีประโยชน์ ร่างกายก็จะแข็งแรงกว่าคนที่กินอาหารไม่มีประโยชน์ผลคือแข็งแรงอายุยืน ปราศจากโรคภัยเบียดเบียน นี่จึงเป็นคำตอบที่ว่า ทำไมเราต้องฝึกหายใจให้ถูกต้อง

การหายใจที่ถูกต้องทำอย่างไร

การหายใจต้องมีกล้ามเนื้อที่ช่วยกัน 3 มัด คือ กล้ามเนื้อกระบังลม เป็นการหายใจระดับลึก กล้ามเนื้ออกและกล้ามเนื้อซี่โครง การหายใจที่ถูกต้องและมีประสิทธิภาพมากที่สุด คือหายใจเข้าให้เต็มปอดท้องจะพอง และหายใจออกท้องแฟบ แต่ถ้าหายใจเข้าท้องแฟบนั่นไม่ถูกต้อง แปลว่าเราใช้แค่กล้ามเนื้อหน้าอกกับกล้ามเนื้อซี่โครง การหายใจลึกต้องใช้กล้ามเนื้อกระบังลมด้วย ลมถึงจะลงไปยังถุงลมในระดับลึกสุด

วิธีการฝึกหายใจที่ถูกต้องคือ หายใจเข้าช้า ๆ ให้เต็มปอดท้องจะพองแล้วกลั้นไว้ 3 วินาทีหรือนับ 1-3 จากนั้นผ่อนลมหายใจออกทางปากช้า ๆ จนสุด ท้องจะแฟบ ทำประมาณ 10 รอบ ทำบ่อย ๆ ทุกวันจะทำให้เราคุ้นกับการหายใจยาวๆ จนกระทั่งทำได้เป็นปกติ

ข้อสังเกตเวลาที่เราหายใจเต็มปอดกระดูกสันหลังของเราจะตั้งตรงทำให้บุคลิกภาพดีด้วย ลมที่ค้างอยู่ในปอดจะถูกลมใหม่ไล่เข้าไปแล้วปล่อยออกมา ปอดก็มีพลัง กล้ามเนื้อทุกส่วนที่เกี่ยวข้องกับการหายใจ พอได้ออกกำลังแล้วก็จะแข็งแรงขึ้น กล้ามเนื้อระหว่างซี่โครง กระบังลม ก็จะมีความยืดหยุ่นตัวดีขึ้น สุขภาพปอดก็ดีขึ้น ส่งผลถึงสุขภาพใจของเราก็จะดีขึ้นตามไปด้วย นี้คือความลับของลมหายใจเป็นสิ่งใกล้ตัวแต่ว่าส่งผลต่อสุขภาพของเราอย่างไม่น่าเชื่อ ยิ่งถ้าใครรู้หลักตั้งใจฝึกสมาธิร่วมด้วยแล้วสองสิ่งนี้เสริมกัน จะทำให้ทั้งกายและใจเราแข็งแรงอยากมากเลย



ประโยชน์ของการหายใจลึก ๆ

การสูดลมหายใจแบบลึกๆ แบบช้า ๆ ไม่เร่งรีบ จะส่งผลดีต่อสุขหลายๆ ด้านมากกว่าการหายใจแบบเร็วถี่และสั้น ประโยชน์จากการหายใจลึกๆ มีดังนี้

1. เพิ่มความสงบและลดความเครียด เมื่อมีความเครียดสมองจะปล่อยสารคอร์ติซอล ฮอร์โมนแห่งความเครียดออกมา แต่ถ้าเราหายใจเข้าลึกๆ อย่างช้า ๆ อัตราการเต้นของหัวใจจะช้าลงตาม ทำให้ออกซิเจนสามารถเข้าสู่กระแสเลือดของเรามากขึ้น และเมื่อร่างกายพร้อม สมองเริ่มผ่อนคลาย สารเอ็นโดรฟินคือสารแห่งความสุขก็จะถูกหลั่งออกมา เป็นการเพิ่มความสงบให้สมอง และลดอาการเครียดได้เป็นอย่างดี

2. กระตุ้นระบบน้ำเหลือง การหายใจออกเป็นการช่วยในการขับของเสียคือ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากร่างกายอีกทางหนึ่ง หากเราไม่หายใจเข้าออกอย่างเต็มที่ ร่างกายจะทำงานหนักมากขึ้นเพราะต้องใช้เวลาในการขับสารพิษนานกว่าปกติ

3. ปรับปรุงระบบภูมิคุ้มกัน เมื่อมีออกซิเจนในกระแสเลือดอย่างเพียงพอ จะทำให้เส้นเลือดสามารถดูดซับสารอาหารและวิตามินได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่หากเลือดไม่สะอาดมีออกซิเจนในกระแสเลือดน้อยจะทำให้เกิดการอักเสบหรือเจ็บป่วยภายในร่างกายการดูดซึมอาหารและทำความสะอาดของเสียในกระแสเลือดอาจทำได้ช้าและส่งผลเสียต่ออวัยวะอื่น ๆ

4. ลดความดันโลหิต ในขณะที่สูดลมหายใจลึกและช้า จะช่วยให้กล้ามเนื้อผ่อนคลาย ทำให้เลือดไหลเวียนได้สะดวก ควบคุมอัตราการเต้นของหัวใจ ซึ่งจะส่งผลดีต่อหัวใจ ช่วยปรับความดันโลหิตให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม

5. ปรับปรุงระบบย่อยอาหาร ยิ่งเราหายใจเข้าออกช้าและลึกสุดได้มากเท่าไร การไหลเวียนของเลือดในอวัยวะบริเวณช่องท้องที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการย่อยอาหารยิ่งทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นกระเพาะอาหาร ลำไส้ หรือตับ เพราะขณะย่อยอาหารล้วนต้องใช้ออกซิเจนในกระบวนการเหล่านี้ทั้งสิ้น

วิธีการฝึกหายใจเข้าออกลึกและช้าแบบนี้ เป็นการหายใจที่ได้ประโยชน์สูงสุด เราต้องหายใจลึกๆ อย่างช้าและอ่อนโยน เมื่อหายใจด้วยวิธีที่ถูกต้องอย่างสม่ำเสมอ จะรับรู้ได้ถึงระบบภายในร่างกายที่ถูกปรับเปลี่ยน ทั้งนี้อาจใช้เวลาในการฝึกช่วงหลังตื่นนอน ระหว่างวัน หรือก่อนนอนหลับ เมื่อทำจนร่างกายเกิดความคุ้นเคยกับจังหวะหายใจที่ลึกยาวและช้า ก็จะกลายเป็นพฤติกรรมที่ร่างกายจะจดจำและนำไปใช้ได้อย่างอัตโนมัติ



เพียงแค่เราหันมาใส่ใจกับลมหายใจของตนเอง ก็จะรู้ถึงความลับที่มีอยู่ในร่างกายอย่างไม่น่าเชื่อ เวลาที่เครียดหรือโกรธเรามักจะหายใจติดขัด ลองสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วค่อยผ่อนลมหายใจออกช้า ๆ จะทำให้รู้สึกดีขึ้น ความเครียดหรือความโกรธค่อยบรรเทาลง นอกจากนี้การหายใจที่ถูกต้องยังช่วยเพิ่มออกซิเจนในร่างกายให้เลือดไปหล่อเลี้ยงได้ดีขึ้น ขับของเสียในร่างกาย ช่วยบริหารกล้ามเนื้อ เสริมสร้างสมาธิในการทำสิ่งต่าง ๆ ได้ดีขึ้น ดังนั้นเราควรฝึกที่จะมีลมหายใจยาวๆ ลึก ๆ ลมหายใจที่งดงาม เย็น สบาย ละเอียดทั้งเข้าและออก ซึ่งอาจใช้อานาปานสติเป็นเครื่องมือในการฝึก ฝึกเรื่อย ๆ ทำบ่อย ๆ ลมหายใจจะยาว ลมหายใจจะเย็น ก็จะหายใจเป็น ใจจะสบายและเป็นสุข ดังคำกล่าวที่ว่า

ลมหายใจเข้า ลมหายใจออกลมหายใจบอก สิ่งที่เราเป็น

ลมหายใจยาว ลมหายใจเย็นคนหายใจเป็น เห็นลมหายใจ



ที่มา

Dmc/nanatesana/tan
thaiheart.org/
https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/567366
https://www.facebook.com/activitiessuanmokkhbkk/po...
https://today.line.me/th/pc/article/

ติดต่อสอบถาม โค้ชชีวิต

Contact us : https://lin.ee/kmn0orC
Website : www.coachcheevit.com
Facebook : www.facebook.com/coachcheevit/
lockdit : www.blockdit.com/dou_official