ในการที่จะก้าวขึ้นไปสู่ความสำเร็จในการทำงานได้นั้น สิ่งหนึ่งที่ต้องมี ก็คือ เป้าหมายในการทำงาน ไม่เช่นนั้นเราจะมาทำงานกันทำไมล่ะ จริงไหม แต่หลายคนยังเข้าใจว่าเป้าหมายความสำเร็จ มีเพียงแค่ ตั้งเป้าว่า เมื่อถึงอายุเท่านี้ ๆ จะต้องเก็บเงินให้ได้ XXX บาท ซึ่งเป้าหมายในลักษณะนี้ ถ้าให้กล่าวตรง ๆ เป็นเป้าหมายที่ดูเลื่อนลอยเกินไป ไม่มีการสร้างบันไดว่าจะต้องประสบความสำเร็จอะไรก่อนบ้าง จึงจะก้าวไปสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้ได้ ทำให้มนุษย์เงินเดือนหลายคน ทำตามเป้าหมายไม่สำเร็จสักที

ด้วยเหตุนี้ การตั้งเป้าหมายความสำเร็จในแต่ละช่วงอายุของการทำงาน จึงเป็นสิ่งสำคัญมาก โดยเฉลี่ยแล้ว ชีวิตการทำงานของมนุษย์ มักจะเริ่มตั้งแต่ช่วง 21- 30 ปี ไม่ควรเกินนี้ เพราะจะทำให้หางานลำบาก แต่ช่วงพีคจริง ๆ จะอยู่ที่ 25 ปี


เป้าหมายของคนทำงานวัย 25 ปี

คือ การรู้ว่าตนเองชอบทำงานอะไรและมีวิธีการใดที่จะหาเงินรายได้เข้าบ้าน จะลงทุนอะไรได้บ้าง เมื่อมีเป้าหมายเช่นนี้ คนในช่วงอายุ 25 ปี จึงควรออกค้นหาตนเอง ศึกษาวิธีการลงทุนต่าง ๆ ให้ละเอียดรอบคอบ ทดลองลงทุน ทำงานหลาย ๆ อย่าง เนื่องจากยังเป็นช่วงอายุที่มีเวลาในชีวิตมาก ยังทำอะไรได้หลายอย่าง ต่อให้ต้องล้มก็ยังมีเวลาที่จะลุกขึ้นมาสู้ได้ใหม่ การทำเช่นนี้ นอกจากจะทำให้รู้ว่าตนเองชอบอะไรอย่างแท้จริงแล้ว ยังเป็นการหาประสบการณ์การทำงานให้กับตนเองด้วย


ช่วงอายุต่อมา คือ อายุ 30- 40 ปี

เป็นช่วงที่ต้องเริ่มสร้างครอบครัว หากพ้นจากช่วงนี้ไปแล้ว การสร้างครอบครัวจะกลายเป็นเรื่องยาก เพราะฉะนั้น เป้าหมายความสำเร็จของคนในวัย 30 ปี ก็คือ การมีครอบครัวที่อบอุ่น มีที่อยู่อาศัย สิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ และมีความมั่นคงในการใช้ชีวิตส่งผลให้รายจ่ายช่วงนี้จะมหาศาล คนตั้งแต่อายุ 30 ปี จึงจำเป็นต้องจับงานที่มีอยู่ให้อยู่มือแล้ว ไม่ใช่จะมามัวแต่หาสิ่งที่ตนเองชอบเหมือนกับตอนอายุ 20 อีก เพราะงานจะเริ่มหายากขึ้นเรื่อย ๆ กลายเป็นว่าชีวิตไม่มีความมั่นคง เลี้ยงครอบครัวไม่ได้ อีกอย่างหนึ่งถึงจะจับงานไว้ได้อยู่มือแล้ว ก็ต้องพยายามถีบตัวเองให้มีก้าวหน้าทางหน้าที่การงานมากขึ้น เพราะนั่นจะหมายถึงรายได้ที่เพิ่มพูนมากขึ้นตามไปด้วย ยิ่งถ้าใครโตในหน้าที่การงานเร็ว ความมั่นคงในครอบครัวก็จะเร็วขึ้นตามไปด้วย


ถัดมา คือ ช่วงอายุตั้งแต่ 40- 50 ปี

ช่วงนี้น่าจะเรียกได้ว่า มีความมั่นคงในหน้าที่การงานและครอบครัวแล้ว แต่ยังเหลืออนาคตลูกอยู่ ซึ่งการที่มีความมั่นคงนี้ ทำให้ภาระค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เริ่มลดน้อยลง เป้าหมายความสำเร็จของคนอายุ 40 จึงเป็นการส่งลูกเรียนอย่างเต็มที่ให้ลูกมีอนาคตที่สดใส รวมถึงต้องเริ่มเก็บเงิน เตรียมเกษียณด้วย เพราะเหลือเวลาทำงานอีกไม่มาก สิ่งที่ต้องทำจึงเป็นการกระจายการลงทุน ลดสัดส่วนการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูงลงเพื่อให้ได้เงินปันผลมากที่สุด และหากใครที่ยังเติบโตในหน้าที่การงานไม่สุด ก็ต้องโตให้ได้ในช่วงระยะเวลานี้ เพราะเป็นช่วงสุดท้ายแล้ว หากพ้นจากนี้ก็ไม่มีโอกาสจะเติบโตอีก อย่างน้อยสักอายุ 45 ควรจะดำรงตำแหน่งเป็น Boss ได้แล้ว


ช่วงอายุต่อมา คือ ช่วง 50- 60 ปี

ช่วงนี้ถือว่าเป็นช่วงเกษียณอายุอย่างแท้จริง เพราะลูกก็โตแล้ว สามารถทำงานหาเงินเองได้แล้ว แถมตัวเราก็อายุมาก ไม่อาจจะทำงานได้ดีเหมือนเดิม เป้าหมายความสำเร็จในช่วงอายุนี้ ก็คือ ต้องมีเงินก้อนสำหรับใช้จ่าย ยามที่ไม่มีงานประจำทำแล้วและสามารถดูแลตัวเองได้ ช่วงก่อนเกษียณ ตั้งแต่ 50- 55 จึงต้องพยายามหาเงินโค้งสุดท้ายให้ได้ ถ้าเป็นคนที่เตรียมเกษียณในช่วงอายุ 40-50 มาดี ชีวิตช่วงนี้จะไม่ลำบากสักเท่าไร แต่ถ้าเตรียมตัวมาน้อย ช่วงนี้ก็อาจจะลำบากนิดหนึ่ง เพราะต้องเริ่ม Speed Up การหาเงินแล้ว ถ้ายังไม่สามารถหาเงินได้ ช่วงตั้งแต่ 55 เป็นต้นไปจะลำบาก ต้องพึ่งเงินของลูกหลานเพียงอย่างเดียว


ต่อมาเข้าสู่ช่วงอายุสุดท้ายของมนุษย์ นั่นก็คือ 60 ขึ้นไป

ช่วงนี้จะถือว่าเป็นวัยเกษียณอย่างสมบูรณ์ ไม่มีงานประจำทำอีกต่อไป เงินที่จะนำมาใช้ชีวิตจะเป็นเงินที่ได้หาไว้ตอนก่อนเกษียณกับเงินบำนาญจากหน่วยงานที่เคยทำอยู่นิด ๆ หน่อย ๆ โดยเป้าหมายความสำเร็จในชีวิตของคนอายุ 60 ปี ก็คือ การได้อยู่อย่างมีความสุข มีสุขภาพแข็งแรง ได้ทำสิ่งที่อยากทำมาตลอดชีวิต แต่ไม่มีโอกาสเพราะติดงาน คนวัย 60 จึงมักจะออกท่องเที่ยวไปยังสถานที่ต่าง ๆ หรือไม่ก็เรียนในสิ่งที่ตัวเองอยากเรียนมานาน ดังจะเห็นได้ว่าบางทีมีคนอายุ 60 มาสมัครเรียนปริญญาโท ปริญญาเอกก็มี ถึงแม้จะไม่ได้นำไปใช้ แต่ก็ถือว่าได้ทำในสิ่งที่ตัวเองชอบแล้ว อย่างไรก็ตาม คนในวัย 60 มักจะมีปัญหาเรื่องของสุขภาพ เพราะสภาพร่างกายเสื่อมไปตามวัย ทำให้นอกจากจะใช้เงินสำหรับท่องเที่ยวแล้ว ยังต้องใช้เงินหมดไปกับการดูแลสุขภาพด้วย บางคนที่ดูแลสุขภาพมาตลอดชีวิต พอเข้าช่วงนี้ก็อาจจะสบายหน่อย แต่ถ้าตอนยังหนุ่มยังสาว ไม่ค่อยได้ดูแลสุขภาพของตัวเอง ก็อาจจะลำบากนิดหนึ่ง

ทั้งหมดที่กล่าวมา ก็คือ เป้าหมายความสำเร็จที่คนในแต่ละช่วงอายุควรมี ขอให้มนุษย์เงินเดือนทุกคนอย่าประมาทในการใช้ชีวิต หากอยู่ในช่วงที่เก็บเงินได้ก็ขอให้ตั้งใจทำงาน เก็บหอมรอมริบให้ดีที่สุด เพื่อจะได้ไม่ต้องเสียใจในยามแก่



การใช้ชีวิต แต่ละช่วงวัย by Jack Ma

นอกจากจะเป็นนักธุรกิจที่น่าจับตามองในขณะนี้ Jack Ma ยังถือเป็นบุคคลที่ให้ข้อคิดในการใช้ชีวิตได้ดี และเข้าใจง่ายอีกด้วย

โดยล่าสุดในงาน World Economic Forum : Annual Meeting ที่เมือง davos-klostersJack Ma เล่าให้ฟังว่า เมื่อมีเทคโนโลยีที่ปฏิวัติโลกเกิดขึ้น โลกจะไม่สมดุลเมื่อโลกไม่สมดุล คนที่เคยเป็นเบอร์ 1 ก็ร่วงลงมา คนที่เคยไม่มีตัวตนก็มีตัวตนฉะนั้นนี่คือคำแนะนำในการใช้ชีวิตของเขา


อายุ 20-30 ปี : ทำงานกับบริษัทที่ดี หัวหน้าที่ดี

ไม่ว่าคุณจะทำอะไร คุณต้องการต้นแบบที่ดี ที่คุณสามารถเรียนรู้ และเอาเป็นแบบอย่างได้
เพราะฉะนั้นถ้าตอนนี้ คุณมีทั้งสองอย่างนี้แล้ว ก็ถือว่าโชคดีมากแล้ว เพราะคนส่วนใหญ่ ได้อย่างก็เสียอย่าง


อายุ 30-40 ปี : อยากทำอะไร ให้รีบทำ

Jack Ma พูดเองเลยว่า Just Do It เพราะตอนอายุ 30-40 เป็นช่วงสุดท้ายที่คุณจะเจ็บตัวได้ เพราะหลังจากนี้ภาระเรื่องลูก และพ่อแม่ จะหนักหนาขึ้นเรื่อยๆ บางคนก็คิดว่าช่วงที่ควรลองผิดลองถูกควรเริ่มตั้งแต่ 25-30 อันนี้ก็แล้วแต่คนสิ่งที่ตัวเองอยากทำ เช่น ธุรกิจส่วนตัวทั้งหลายแหล่ที่เคยฝันตั้งแต่เด็ก เพราะอายุ 30-40 เริ่มมีประสบการณ์ คอนเนคชั่น และเงินทุนพอสมควรแล้ว



อายุ 40-50 ปี : ทำในสิ่งที่ตัวเองถนัด

ในช่วงอายุนี้ ถ้าคุณไม่ได้ประสบความสำเร็จมากนัก คุณแทบจะไม่มีโอกาสลองผิดลองถูกแล้ว
ฉะนั้นคุณควรทำในสิ่งที่ตัวเองถนัด ที่ทำมาตลอดนั่นแหละ เพราะประสบการณ์จะทำให้คุณได้เปรียบ และอยู่เหนือจากการแข่งขัน และถ้าคุณไม่ได้เสี่ยงเลยในช่วง 20-40 ปี ก็แทบไม่มีเหตุผลแล้วที่จะเสี่ยงในช่วงนี้


อายุ 50-60 ปี : ใช้เวลาพัฒนาคนรุ่นต่อไป

ช่วงนี้ถือเป็นช่วงโค้งสุดท้ายของการทำงาน (ถ้าเกษียณ 60 ปี) ฉะนั้นคุณควรปล่อยให้คนรุ่นใหม่ได้ใช้ความสามารถอย่างเต็มที่ และคอยสนับสนุนให้พวกเขาเติบโตในทิศทางที่ถูกต้อง


อายุ 60 ปีขึ้นไป : พักผ่อน เลี้ยงหลาน

Jack Ma คงไม่ได้หมายความว่า ให้หยุดทุกอย่างแล้วไปเลี้ยงหลาน ถ้าใครยังมีงาน มีธุรกิจ ก็ทำได้
แต่ในช่วงบั้นปลายชีวิต คุณควรทำอะไรที่มีคุณค่ามากที่สุด เช่นการอยู่กับครอบครัว ทำงานอดิเรกที่อยากทำ 30 ปีแรกเราเรียนรู้ สะสมประสบการณ์ 30 ปีหลังคือช่วงเวลาที่เราต้องเจอเรื่องท้าทาย ปัญหา และตัดสินใจหลายๆ เรื่องJack Ma จึงสรุปให้ฟังว่าอายุ 30 นี่แหละที่เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิต เพราะมันคือเวลาที่ตรงกลางของชีวิตพอดี



เรียนออนไลน์