ธุรกิจ กับ สังคมยุคดิจิทัล

โดย วิบูลย์ จุง : Wiboon Joong (wbj)


มีชายคนหนึ่ง เป็นคนเมืองที่เรียนน้อย แต่มีฝีมือทางด้านการทำขนมชนิดหนึ่ง

ซึ่งเขาเป็นคนที่หูตึง ดังนั้น เขาจะไม่ฟังวิทยุใดๆทั้งสิ้น
ตาของเขาก็ไม่ดีเท่าไหร่นัก ดังนั้น เขาจึงไม่มีโทรทัศน์ในบ้าน
และแน่นอนว่า เขาไม่มี คอมพิวเตอร์ ไม่มีอินเทอร์เน็ต

ชาย คนนี้ทำขนมได้อร่อยมาก ถึงกับเปิดร้านขายขนมซึ่งเขาใช้ของที่ดีที่สุดที่เขาจะหาได้ มาทำขนมของเขา เพื่อให้ผู้ทานได้ลิ้มรสกับขนมที่เขาชืนชอบ และ เมื่อมีลูกค้าตำหนิ หรือ ต้องการให้ปรับปรุงในส่วนใด เขาก็จะทำแยกต่างหาก ในสิ่งที่ลูกค้า แต่ละกลุ่มชอบกัน ทำให้สินค้าของเขามีหลากหลาย และ คนทานก็ชื่นชอบมากด้วย จนร้านของเขาได้ขยายกิจการ ออกไปยังเมืองต่างๆ มากยิ่งขึ้น พนักงานในสังกัดก็มีมากขึ้น ขายจากคนทำเพียงคนเดียว กลายมาเป็นองค์กรที่มีคนทำงานมากกว่า 60 ชีวิต และ เขากำลังเปิดสาขาที่ 10 ในอีกไม่นาน แต่เมื่อหลานที่เรียนจบจากสถาบันชื่อดัง บอกกับเขาว่า

" ลุง ในสภาวะเศรษฐกิจอย่างนี้ ไม่มีใครลงทุนกันหรอก ไม่มีคนซื้อเพราะว่าพวกเขาเริ่มไม่มีเงิน คนมีเงินเขาก็เก็บเงินเอาไว้ใช้เฉพาะสิ่งที่จำเป็น ร้านค้าต่างๆมีการปลดพนักงานออก ลดต้นทุนค่าใช้จ่ายกันทั้งนั้น"

ชายผู้เป็นเจ้าของร้านได้ฟัง ก็คิดว่า หลานเรียนจบมาสูง คำพูดของหลานก็น่าจะเชื่อถือได้ อย่ากระนั้นเลย เราทำตามที่หลานเราพูดดีกว่า

เขา หยุดการเปิดสาขาที่ 10 เพื่อที่จะเก็บเงินสดเอาไว้ ลดค่าใช้จ่ายโดยการลดคุณภาพของสินค้าลง ของประดับขนมต่างๆก็มีน้อยลง กล่องใส่ขนมก็ใช้กล่องคุณภาพที่ถูกๆ เขาลดค่าใช้จ่ายในด้านต่างๆลง ลดคนงานลงบางส่วน

และเหตุการณ์ตามที่หลานเขาบอกก็เกิดขึ้น ลูกค้าประจำของเขาลดลงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ลูกค้ารายใหม่ๆก็ไม่มี รายได้ของเขาลดลง กำไรก็ลดลงตาม เขาไม่เคยพบเหตุการณ์ย่ำแย่เช่นนี้มาก่อน เขายังนึกในใจเลยว่า

"ดีนะที่หลานของเราเรียนสูง จึงสามารถแนะนำแนวทางป้องกัน สภาพเศรษฐกิจที่เลวร้าย ที่เกิดขึ้น ณ ปัจจุบันได้..."



ใน มุมมองของเรื่องเล่าข้างต้น การรับรู้สื่อมากไป ก็จะทำให้เกิดการกลัว และทำตามๆกัน เป็นเหตุให้เศรษฐกิจของบ้านเมืองเสียหายตามๆกันไปด้วย เหมือน หลานที่รู้จากสื่อ เรียนมาก เสพสื่อมาก ก็จะเข้าใจไปตามสื่อด้วย

ถ้า มองในมุมของผู้ดำเนินธุรกิจ ที่มุ่งเน้นถึงลูกค้าเป็นสำคัญ เจ้าของกิจการที่พยายามตอบสนองความต้องการของลูกค้า เพื่อสร้างสินค้าในรูปแบบและรสชาดตามที่ลูกค้าต้องการ เป็นการสร้างสภาวะของการเปิดกิจการอย่างเป็นรูปธรรมและเป็นธุรกิจที่อยู่ได้ ถึงแม้นว่าเศรษฐกิจจะตกต่ำเพียงใด

ชายผู้เปิดร้านขายขนมไม่เคยรับรู้ สื่อใดๆเลยว่าสถานการณ์เป็นอย่างไร แต่ก็ยังดำเนินกิจการจนเปิดได้หลายสาขา แต่แค่เพียงเชื่อคำของหลาน ที่เอาสภาพการณ์อันเลวร้ายมาให้ก็ทำให้เขาเชื่อ และ ทำตามสิ่งที่คนอื่นๆเขาทำกัน ทำให้เขาสูญเสียลูกค้าและธุรกิจไปในที่สุด

วิบูลย์ จุง // Wiboon Joong (wbj) // Jung


การ เปิดธุรกิจนั้น ถ้าคุณฟังกระแสตลาดมากเกินไปก็จะเป็นตัวทำให้คุณไม่กล้าที่จะเปิด หรือ คุณคิดมากเกินไปก็จะเสียเวลาในการคิดเพื่อให้รอบคอบและถ้วนถี่ หรือ ความต้องการกำไรจนมากเกินไป ก็จะทำให้คุณลดต้นทุนต่างๆมาก ธุรกิจเปิดมาก็ไม่สามารถดำเนินกิจการได้เช่นกัน

ทั้งนี้ การทำธุรกิจนั้น หากคุณสามารถพบว่าสิ่งที่คุณอยากจะทำสามารถทำเป็นธุรกิจได้ คุณต้องการให้สิ่งที่ดีที่สุดกับลูกค้าของคุณ ให้ลูกค้าคุณพึงพอใจที่สุด ให้พนักงานของคุณทำงานได้อย่างสนุกและทำงานเต็มที่ กำไรที่ได้อาจจะไม่มากมายแต่ทำงานแล้วมีเงินใช้ไม่ขาดมือ จนถึงเหลือเก็บ แค่เพียงเท่านี้คุณก็จะสามารถสร้างธุรกิจที่เป็นของตัวคุณเองได้ หากขยายกิจการต่อไป และ เมื่อชื่อเสียงของธุรกิจของคุณเพิ่มขึ้น กำไรต่างๆก็จะเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัวเช่นกัน

การหลงกับข่าวสารจนมาก เกินไป ความต้องการที่ไม่มีที่สิ้นสุด รวมไปถึง ความไม่จริงใจต่อลูกค้า เป็นอุปสรรคที่สำคัญของคนเปิดธุรกิจใหม่ๆเสมอ หากกำจัดสิ่งเหล่านี้ออกไปจากความคิดได้คุณก็จะกล้าที่จะลงทุนเปิดกิจการได้ มากขึ้น


ข้อคิดที่ได้...

  1. ความจริงใจต่อลูกค้า การใช้วัตถุดิบที่ดี มีคุณภาพ สะอาด และ อร่อย เป็น Key Successor Factor ของธุรกิจอาหารและขนม (การเปิดสาขาเพิ่มลูกค้าติด)
  2. คนจบสูงที่ขาดประสบการณ์ อาจจะใช้หลักการที่ไม่ตรงกับความเป็นจริงของสถานะการณ์ที่เป็นอยู่
  3. การไม่ยึดมั่นในแนวทางการทำธุรกิจ จะทำให้สูญเสียลูกค้าประจำ (ลดคุณภาพของสินค้า ลดของประดับขนม Packageing ที่คุณภาพแย่)
  4. คนทำธุรกิจ ไม่ยอมโทษตัวเองที่ดำเนินธุรกิจผิดพลาด แต่จะโทษ เศรษฐกิจ สังคม คนรอบข้าง เสมอ (หลาน ไม่ได้ทำให้ธุรกิจเสีย แต่การเชื่อของ ลุง และ การลดคุณภาพลง ทำให้ลูกค้าประจำหายไป)